คลื่นความทุกข์ของ มวลมนุษย์ใหญ่กว่าคลื่นสึนามิ
พลังน้ำใจที่ไหลหลั่งออกมาในกรณีมหาวิปโยคอันดามันเกิดจากการได้รับรู้ความทุกข์อันมาหาศาลของเพื่อนมนุษย์ในภาพรวมอย่างทันทีทันใด ผัสสะหรือการรับรู้ทำให้เกิดเวทนา อันที่จริงความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่ในมนุษย์ทั้งหมดเป็นประจำตลอดเวลา รวมกันนั้นเป็นคลื่นความทุกข์ที่ใหญ่กว่าความวิปโยคจากคลื่นสึนามิมาก แต่มันไม่กระตุ้นให้เกิดพลังแห่งความกรุณาปรานีที่มนุษย์พึงมีต่อกัน ทั้งนี้ขึ้นกับการไม่รับรู้
ถ้ามนุษย์รับรู้ความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ อย่างที่รับรู้มหาวิปโยคจากสึนามิ ก็จะกระตุ้นการหลั่งไหลของพลังน้ำใจได้เช่นเดียวกัน แต่ตามปรกติมนุษย์คงจะขาดการรับรู้ความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ ซึ่งต้องตั้งคำถามว่าทำไมมนุษย์ไม่รับรู้ความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ที่มีอยู่เป็นปรกติวิสัย
อย่างหนึ่ง เป็นเพราะสื่อ
ในสมัยโบราณ มนุษย์ก็ประสบภัยพิบัติขนาดใหญ่ แต่ก็รู้กันเฉพาะที่ ไม่รู้ทั่วโลก แต่เป็นเพราะเทคโนโลยีการสื่อสารปัจจุบันที่สามารถสื่อให้มนุษย์ทั้งโลกรับรู้เรื่องเดียวกันเกือบจะพร้อมกันทั้งโลก ภาพของคนตายจากคลื่นสึนามินำไปสู่การรับรู้ของคนทั้งโลก จึงทำให้พลังน้ำใจหลั่งไหลจากทั่วทุกมุมโลก
คำถามก็คือว่า จะมีการสื่อสารอย่างไรที่จะทำให้มนุษย์รับรู้ความทุกข์อันท่วมท้นของเพื่อนมนุษย์ทั่วโลก
แต่มิใช่เพียงเท่านั้น มนุษย์จะรับรู้หรือไม่รับรู้อะไรยังขึ้นกับว่า ขณะนั้นหมกมุ่นอยู่กับเรื่องอะไร คนที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์บางอย่างอาจไม่รับรู้กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่นคนที่กำลังหมกมุ่นอยู่ในความคิดขณะเดินข้ามถนน แล้วไม่รับรู้ความจริงในปัจจุบันคือรถที่กำลังวิ่งมาชน มนุษย์ต้องออกจากจากความหมกมุ่นและรับรู้ความจริงได้
ความหมกมุ่นมัวเมาในกามสุข ทำให้เกิดความประมาทและประสาทชาต่อการรับรู้ความจริง
“ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม “นั่นเป็นปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดา เมื่อตรัสดังนั้นแล้วก็ไม่มีพระวจนะอย่างใดอีก แสดงว่าความประมาทเป็นอันตรายที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ เพราะเมื่อประมาทเสียแล้วก็ไม่ตื่นตัว ไม่รับรู้ความจริงเมื่อไม่รู้ความจริงก็อันตราย
สังคมไทยตั้งอยู่ในความประมาท
ถ้าไม่ตั้งอยู่ในความประมาท คนจะไม่ล้มตายจากคลื่นสึนามิถึงปานนี้ เพราะประมาทเราจึงไม่สนใจว่ามีอันตรายอย่างใดเกิดขึ้นได้บ้าง ทั้งๆที่มีความรู้เกี่ยวกับสึนามิ เพราะตั้งอยู่ในความประมาทเราจึงไม่สนใจความรู้นั้นๆ ทั้งๆที่แผ่นดินไหว 2 ชั่วโมง ก่อนคลื่นยักษ์จะมาถึงฝั่งไทย ถ้าเรารู้กันก็สามารถหนีให้พ้นความตายได้ แต่เพราะตั้งอยู่ในความประมาทเราจึงไม่ได้รับ “สาร” ที่มีการสื่อเกี่ยวกับคลื่นสึนามิ ดังที่สถานีโทรทัศน์ก็ยังมั่วกับการเล่นเกมและความรื่นเริงบันเทิงใจต่างๆ
ความหมกมุ่นมัวเมาในกามสุข ทำให้เกิดความประมาทและอันตรายยิ่งนัก
ทิศทางการพัฒนาของประเทศทำให้คนหมกมุ่นมัวเมาในกามสุข เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ จึงทำให้สังคมทั้งหมดตั้งอยู่ในความประมาท และอันตรายยิ่งนัก
อันตรายไม่ได้มีแต่คลื่นสึนามิ แต่มีอื่นๆ อีกมากมายรอบตัว เช่น ตึกพัง รถไฟใต้ดินชนกัน ฯลฯ
เมื่อตั้งอยู่ในความประมาทจึงอันตรายยิ่งนัก
สังคมที่หมกมุ่นมัวเมาอยู่ในกามสุขย่อมไม่สนใจต่อความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ จึงขาดพลังน้ำใจที่ควรจะเป็นพลังที่เยียวยาความเจ็บป่วยของสังคม
เราจะเป็นสังคมที่ไม่ตั้งอยู่ในความประมาทได้อย่างไร
ความเข้าใจว่าความสุข คืออะไรเป็นเครื่องกำหนดทิศทางการพัฒนา
ความสุข คือการสิ้นไปของความทุกข์ เช่น เมื่อหิวข้าวเรามีความทุกข์อย่างยิ่ง เมื่อได้กินข้าวธรรมดาๆแล้วความหิวหายไปเรามีความสุขอย่างยิ่ง เมื่อเจ็บป่วยไม่สบายเรามีความทุกข์อย่างยิ่งเมื่อความเจ็บป่วยทุเลาลงความทุกข์หายไป เรามีความสุขอย่างยิ่ง
ความสุขจากการ “สร้างสุข “กับจากการ “ขจัดทุกข์” มีทิฐิ การปฏิบัติและผลจากการปฏิบัติไม่เหมือนกัน
การ “สร้างสุข” นำไปสู่ความโลภ การเสพสุข ความหมกมุ่นมัวเมาในกามสุข ความตึงเครียด ความแตกแยก และความรุนแรง
การขจัดทุกข์ต้องอาศัยสติ ปัญญา ความไม่ประมาทความร่วมทุกข์ และความกรุณาปรานี เพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ
ถ้าเราพัฒนาตามกระแสวัตถุนิยมบริโภคอันขับเคลื่อนด้วยโลภจริต เราจะเป็นสังคมที่ตั้งอยู่ในความประมาท และเป็นอันตรายอย่างยิ่ง หมดโอกาสที่จะเป็นสังคมศานติสุข
แต่ถ้าเรารู้เท่าทัน เป็นสังคมที่ไม่ตั้งอยู่ในความประมาทใช้พลังน้ำใจเป็นเครื่องขับเคลื่อนการพัฒนา การเป็นสังคมศานติสุขก็อยู่แค่เอื้อม
สังคมศานติสุข
ถ้าเราเข้าใจประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นดินแดนแห่งศานติสุขเพราะเหตุใด ประเทศไทยมีทุนอันประเสริฐที่สามารถเป็นยิ่งกว่าสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นสังคมศานติสุข เพราะเหตุปัจจัย 4 ประการคือ
1.มีธรรมชาติสวยงาม
2.มรการอยู่ร่วมกันด้วยสันติระหว่างคนต่างเชื้อชาติ
3.มีเศรษฐกิจพอเพียง สามารถผลิตอาหารได้พอเพียงต่อการบริโภค
4.มีสันติภาพ ไม่มีสงคราม
เมื่อเป็นดังนั้นก็ทำให้คนอยากมาเที่ยว เป็นที่ตั้งของสถาบันการเงินที่คนทั่วโลกอยากเอาเงินมาฝาก เป็นที่ตั้งขององค์กรระหว่างประเทศ และเป็นที่ใช้เจรจาระหว่างประเทศซึ่งเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้สวิตเซอร์แลนด์เพิ่มขึ้นไปอีก
ประเทศไทยสามารถทำเหตุปัจจัย 4 ของ สวิตเซอร์แลนด์และบวกอีก 2 จึงเป็นสังคมศานติสุขยิ่งกว่าสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวคือ
1.เราต้องรักษาธรรมชาติแวดล้อมให้สวยงาม ไม่ทำลายเยี่ยงปัจจุบัน
2.เราเคยอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนต่างเชื้อชาติซึ่งเราต้องทำให้ได้
3.เราผลิตอาหารเหลือกิน เรามีเศรษฐกิจพอเพียงได้
4.เราเคยมีสันติภาพ เราต้องรักษาสันติภาพให้ได้
ส่วนบวกอีก 2 ประการ คือ
1.น้ำใจของคนไทย อันมีอยู่เป็นพื้นฐานซึ่งสูงมาก
2.มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และมีศาสนาอื่นๆ เช่น คริสต์ อิสลาม ฮินดู สิกข์ ศาสนาเป็นภูมิปัญญาสูงสุดของมนุษย์ชาติเพื่อความกรุณาปรานีและเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติถ้าเราส่งเสริมการศึกษาและปฏิบัติตามหลักศาสนธรรม จิตใจก็จะสูงยิ่งๆขึ้นไปอีก
เราต้องมีจินตนาการใหม่และวิถีคิดใหม่เกี่ยวกับสังคมไทยที่ร่มเย็นเป็นสุข ว่าเราเป็นยิ่งกว่าสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชียได้และช่วยกันสร้างเหตุปัจจัยเหล่านั้น อันขับเคลื่อนด้วยพลังน้ำใจอันมหาศาลของคนไทย
สร้างสปิริตแห่งการเป็นอาสาสมัครให้เต็มแผ่นดิน
ในอันดามันวิปโยค เราได้เห็นสปิริตแห่งการเป็นอามาสมัครเพื่อเพื่อนมนุษย์อันเกิดขึ้นเอง มีผู้คนทุกสาขาอาชีพอาสาที่จะทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เช่น เคลื่อนย้ายศพ ช่วยคนเจ็บ ช่วยหาอาหาร ช่วยหาที่พัก ช่วยตามหาญาติ ให้เงินให้ทอง ฯลฯ เป็นภาพที่งามจับใจ นี้แหละความงามของความเป็นมนุษย์ การเป็นอาสาสมัครเพื่อเพื่อนมนุษย์คือรูปธรรมของความเมตตาและความกรุณา การเป็นอาสาสมัครเป็นการต่อเชื่อมความเป็นมนุษย์เข้าด้วยกัน ทำให้เกิดสิ่งดีงามขึ้นมากมาย เช่น ทำให้ความทุกข์น้อยลงทำให้มีกี่เรียนรู้เรื่องทุกข์ซึ่งจะนำไปสู่การหาทางออกจากทุกข์ร่วมกัน เป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น
ฉะนั้น ทางหนึ่งที่จะเพิ่มพูนพลังน้ำใจในสังคมคือการส่งเสริมให้มีอาสาสมัครเพื่อสังคมมากๆ จนเต็มแผ่นดิน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ควรมีเวลาไปเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคม ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ อาจารย์มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน พนักงานและเจ้าของธุรกิจ ควรใช้เวลาส่วนหนึ่งไปเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคมเช่นนี้เป็นต้น
เมื่อมีสปิริตแห่งการเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคมเต็มแผ่นดินสังคมจะเย็นลงและเรียนรู้ถึงกันมากขึ้นและในที่สุดพ้นทุกข์ร่วมกันได้
เราพ้นทุกข์ร่วมกันได้ ด้วยการเป็นสังคมที่ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท
ถ้าเราเป็นสังคมที่ตั้งอยู่ในความประมาทจะมีภยันตรายต่างๆมากขึ้นเรื่อยอย่างที่เห็น ทิศทางการพัฒนาของเราต้องไม่ทำให้ประชาชนหมกมุ่นมัวเมาอยู่ในกามสุขหรือกามสุขัลลิการนุโยคเยี่ยงในปัจจุบัน แต่การพัฒนาทั้งหลายทั้งปวงต้องเป็นไปเพื่อการไม่ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท การศึกษาอบรมผู้คนควรจะปรับเปลี่ยนการสื่อสารควรจะปรับเปลี่ยน วัตถุประสงค์และทิศทางการพัฒนาควรจะปรับเปลี่ยน แทนที่จะวัดและคลั่งกันแต่จีดีพีๆ ควรจะใช้ดรรชนีวัดการเป็นสังคมศานติสุข วัดพลังน้ำใจ วัดสปิริตแห่งการเป็นอาสาสมัครกันจะไม่ดีกว่าหรือ
เราต้องการจินตนาการใหม่ และวิถีคิดใหม่ เพื่อการพ้นทุกข์ร่วมกัน ด้วยการเป็นสังคมที่ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท และขับเคลื่อนด้วยพลังน้ำใจอันมหาศาลของคนไทย
เรามาประชุมใหญ่เพื่อระดมพลังน้ำใจไทยกันดีไหม
ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดข้างต้นเป็นเพียงส่วนน้อย คนไทยมากมายหลายพันทุกภาคส่วนของสังคมได้มีส่วนในคลื่นพลังน้ำใจไทยครั้งนี้ คงจะมีความรู้สึกนึกคิดและข้อเสนอดีๆอีกมาก จะเป็นการดีไหมถ้าฝ่ายต่างๆจะรวมตัวกันจัดการประชุมใหญ่เรื่องพลังน้ำใจอันยิ่งใหญ่กับการสร้างสรรค์สังคมศานติสุข เพื่อเป็นการเห็นคุณค่าและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เป็นการแสดงให้เห็นและปลุกจิตสำนึกของสังคมว่าพลังน้ำใจนั้นมีจริง และเป็น “กำลังเลิศพลังอื่นทั้งสิ้น“
สามารถนำมาขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความดีงามได้
การประชุมนี้ไม่ใช่การเมือง เพราะคลื่นพลังน้ำใจนั้นสูงใหญ่พ้นความขัดแย้งต่างๆ สังคมไทยต้องการพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าพลังทางการเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและทอนกำลัง
พลังน้ำใจนั้นยิ่งใหญ่ ประดับแผ่นดินให้งดงามและทำให้แผ่นดินมีพลังสร้างสรรค์เพื่อการเป็นสังคมศานติสุข เราเป็นยิ่งกว่าสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชียได้ |
Be the first to comment on "พลังน้ำใจอันยิ่งใหญ่ กับการสร้างสรรค์สังคมไทย"